admin on November 24th, 2008
5 แกนนำฯ ลั่นเอาแน่บุกรัฐสภา
สำหรับความเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่นัดหารือกันถึงสถานการณ์ขณะนี้อย่างเคร่งเครียด ที่บ้านพระอาทิตย์ และหลังใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งห้า แกนนำฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวในเวลา 13.00 น. โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯยังคงเหมือนเดิม คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดให้ลาออกไป เพื่อนำไปสู่การเมืองใหม่ โดยในที่ประชุมมีมติว่าจะเดินทางเคลื่อนไปที่หน้าอาคารรัฐสภา ในช่วงเช้าวันที่ 24 พ.ย. อย่างแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากทางรัฐสภาได้มีวาระการประชุม โดยบรรจุเรื่องด่วนที่จะมีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประชาชนเป็นผู้เสนอเข้าสภาฯ ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี และถ้าสภาฯ หยิบยกวาระนี้ขึ้นมา ก็สามารถพิจารณาได้เลย ประณามสภาฯ เป็นทาสรัฐบาล
นายพิภพ กล่าวว่า เหตุผลอีกประการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่หน้ารัฐสภา เพื่อไปทวงถามในสิ่งที่ คณะ กรรมาธิการวุฒิสภาทั้ง 3 ชุด ที่ประชุมและสรุปผลว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่ผลดังกล่าวก็ยังไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็มีผลสรุปออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นายสมชายมีคำสั่งให้สลายการชุมนุมอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากสภาและรัฐบาล จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. เป็นต้นมา และมีเหตุใช้ความรุนแรงเป็นระยะ โดยรัฐบาลไม่มีทีท่าว่าจะป้องกันความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสภาฯ ก็ไม่มีท่าทีกดดันรัฐบาลในการใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งมีท่าทีสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไป ซึ่งการเดินทางไปรัฐสภาวันดังกล่าว เพื่อไม่ให้ รัฐสภาสามารถประชุม เพื่อสนับสนุนงานของรัฐบาล และบริหารประเทศโดยมิชอบต่อไป อีกทั้งรัฐสภายังทำตัวประหนึ่งเป็นทาสของรัฐบาลไม่มีความเป็นอิสระ ตามหลักการของประชาธิปไตย
“สนธิ” ชี้ฝีมือทหารนอกแถว
ด้านนายสนธิ กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 24 พ.ย.นี้ มีความหมายมาก เพราะว่ารัฐบาลเป็นตัวการที่สร้างความแตกแยกขึ้นมา การใช้ความรุนแรงโดยใช้อาวุธสงครามที่ประชาชนไม่มีสิทธิใช้ มีแต่ทหารเท่านั้นที่ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงด้วยอาวุธปืนระเบิด เอ็ม 79 ซึ่งอาวุธชนิดนี้ จะอยู่ในความครอบครองของทหารเท่านั้น เหตุการณ์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีบุคคลลึกลับยิงระเบิด เอ็ม 79 เข้ามาบริเวณสี่แยกสวนมิสกวัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวน 7 คน โคม่า 1 คน ซึ่งการใช้อาวุธชนิดนี้บนรถจักรยานยนต์ที่เคลื่อนที่อยู่ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรบเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า มีทหารนอกแถวที่อยู่ภายใต้การใช้งานของรัฐบาล เป็นผู้กระทำ เป็นการบีบให้ประชาชนที่ใช้วิธีสันติ อหิงสา ในการชุมนุมอาจจะต้องจับอาวุธขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อถึงวันนั้นสังคมไทยก็เกิดการนองเลือดอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่ได้ป้องกันอะไรเลย และยังสมรู้ร่วมคิด แม้กระทั่งคนบางคนที่อยู่ในหน่วยงานรัฐบาล ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำร้ายประชาชน
จำลอง โวย ตร.ไม่ทำงาน
พล.ต.จำลอง ก็กล่าวเสริมว่า จากการตรวจพื้นที่ของ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พบว่ามีแนวยิงมาจากบริเวณมุมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แทบทั้งสิ้น และระเบิดที่ยิงมาเป็นชนิด เอ็ม 79 ทั้งหมด ห่างจากแนวการชุมนุม ประมาณ 50 เมตร ซึ่งคนที่บาดเจ็บเกือบทั้งหมดได้ไปทำหน้าที่แจกอาหารให้กับผู้ชุมนุม สารวัตรตำรวจ ที่อยู่บริเวณรอบนอกการชุมนุม โดยแจกมาทั้งคืน ซึ่งเหตุการณ์ ดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเลย ทั้งที่อยู่ในกลางกรุง ด้านนายสมเกียรติกล่าวเสริมว่า กลไกเดียวที่จะจัดการกับรัฐบาลนายสมชายได้ในขณะนี้ เหลือเพียงกลไกจากภาคประชาชนเท่านั้น จึงขอเรียกร้องประชาชนทั่วประเทศให้ออกมาร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะหยุดยั้งอำนาจของรัฐบาลชุดนี้นั่นคือสิ่งที่ พล.ต.จำลอง กล่าวคือม้วนเดียวจบ
ยังไม่ชัดใครจะนำผู้ชุมนุมไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งห้ากล่าวแถลงข่าวจบ ผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงวิธีการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภา ในวันที่ 24 พ.ย. แต่ทางกลุ่มแกนนำฯ ทั้งห้าปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่เมื่อถูกถามรุกหนักเข้า พล.ต.จำลอง หนึ่งในห้าแกนนำฯต้องหันมาตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ขอตอบแค่คำถามเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวถามว่า ทางประธานรัฐสภายืนยันว่า การประชุมวันที่ 24 พ.ย. จะไม่มีการพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าอย่างไร พล.ต.จำลองตอบว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบรรจุ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. ที่มีการบรรจุไว้แล้วมาพิจารณา ดังนั้น การไปปิดล้อม จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าจะมาแก้ในภายหลัง และการที่รัฐบาลระบุว่าหากปิดล้อมรัฐสภา จะไม่สามารถพิจารณาข้อตกลงต่างๆตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ได้ โดยเฉพาะการประชุมอาเซียนอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศ ถือเป็นเรื่องเล็ก หากเปรียบเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะลงมือแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตนเอง ต่อข้อถามอีกว่า ในวันที่ 24 พ.ย. แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน จะนำกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดล้อมหน้ารัฐสภาหรือไม่ พล.ต.จำลองกล่าวว่า จะมีการทยอยกันไป แต่ตนติดภารกิจต้องไปรายงานตัวที่ศาลในช่วงเวลานั้นพอดี ส่วนจะมีแกนนำฯ คนใดเดินทางไปหรือไม่นั้น ต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง
พ่อเหยื่อบึมเผยลูกอาการทรุด
สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในจุดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แยกมิสกวันนั้น ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายชุมพล เสมอภาค อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120/3 ถนนดำรงรักษ์ แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่เดินทางมาพร้อมญาติๆ เข้าเยี่ยมดูอาการนายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี บุตรชายที่ห้องศัลยกรรมชายหญิง ชั้น 5 อาคาร 1 รพ. รามาธิบดี โดยระบุว่าได้รับแจ้งจากหมอว่าอาการนายยุทธพงษ์ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรุดลง เนื่องจากก้านสมองถูกทำลาย เพราะสะเก็ดระเบิดเจาะท้ายทอยเข้าไปตุงอยู่ที่คิ้วซ้าย ตอนนี้เท่ากับบุตรชายตายไปแล้ว ที่ยังอยู่ได้เพราะใช้เครื่องช่วยหายใจ ระหว่างนี้ยังรอการกลับมาของนางยุพา เสมอภาพ ภรรยาที่ไปเปิดสปาอยู่ที่เยอรมัน เดินทางกลับมาดูใจบุตรชาย จากนั้นคงให้หมอเลิกใช้เครื่องช่วยหายใจ สำหรับตนมีอาชีพรับซื้อของเก่า มีนายยุทธพงษ์ บุตรชายคนเดียวคอยช่วยเหลือ นายยุทธพงษ์ชอบเรื่องการเมือง หลังจากไปออกกำลังกายเสร็จจะไปอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯทุกวัน ไปช่วยเหลือนำอาหารกล่องไปแจกให้ สารวัตรทหารที่ไปดูแลอยู่แถวกลุ่มม็อบ กลับถึงบ้านประมาณเที่ยงคืนทุกวัน แต่เมื่อคืนทราบว่านั่งคุยกับเพื่อนเพลินจนถึงตีสองกว่า เลยโดนระเบิด
หมอรามาฯแจงอาการคนเจ็บ
ขณะเดียวกัน นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของการ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทางโรงพยาบาลรามาฯ รับตัวไว้รักษาจำนวน 8 คน ในจำนวนนี้มีบาดเจ็บสาหัส 1 คน ถูกสะเก็ดระเบิดที่สมอง มีเลือดออกในสมอง สมองถูกทำลาย จอม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง คิดว่าสมองคงจะตาย โดยพักอยู่ในห้องไอซียู อยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ แต่ความดันยังดีอยู่ อีก 2 คน คนแรกมีแผลที่นิ้วมือ แพทย์ทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว และยังให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน ส่วนคนที่สองมีแผลถูกสะเก็ดระเบิดตามตัว อาการปลอดภัย แพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวบ้านภายในวันนี้ ส่วนอีก 5 คนที่เหลือมีแผลจากสะเก็ดระเบิดเล็กน้อย แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านไปแล้ว
อย่างไรก็ดี ทาง รพ.รามาฯได้แจ้งข่าวในเวลาต่อมาถึงอาการของผู้บาดเจ็บสาหัส ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณก้านสมอง ว่ามีผู้สอบถามด้วยความห่วงใยจำนวนมากว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วหรือไม่ ขอแจ้งว่า ขณะนี้ผู้ป่วยยังไม่เสียชีวิต แต่ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ และใช้ยาเพื่อพยุงความดันโลหิต
สธ.สั่งระดมทีมหมอรับมือม็อบ
ด้าน นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ศูนย์นเรนทรประชุมวางแผนระบบความพร้อมร่วมกับศูนย์เอราวัณ และทีมแพทย์โรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่ กทม.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมทุกด้านแล้ว มีการแบ่งโซนดูแลและมีระบบการประสานงาน การสื่อสารผ่านทางระบบดาวเทียม โดยมีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสภากาชาดดูแลเรื่องคลังเลือด พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆอย่างเต็มที่ สำหรับทีมกู้ชีพของกระทรวงสาธารณสุขที่ระดมปฏิบัติการในวันที่ 22-24 พ.ย. 2551 มาจาก 10 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา รวม 18 โรงพยาบาล ขณะนี้นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดและ ผอ.โรงพยาบาลทุกระดับได้จัดเตรียมทีมแพทย์กู้ชีพสำรองไว้อีก สามารถระดมเพิ่มได้ ตามความจำเป็น
ม็อบหนุน-ต้านทยอยเข้ากรุงฯ
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัด ที่บริเวณร้านข้าวต้มนายตี๋ โรงแรมโพธิ์ทอง หลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้มีสมาชิกพันธมิตรนครราชสีมารวมทั้งนักรบเมืองย่าโม พร้อมสัมภาระทยอยเดินทางมาลงชื่อเพื่อโดยสารรถตู้ เข้ากรุงเทพฯตั้งแต่เช้า และเดินทางมุ่งหน้ากรุงเทพฯ แล้ว 60 คน โดยนายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล ผู้ประสานงานฝ่ายสวัสดิการพันธมิตรนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้เตรียมรถตู้โดยสารและรถทัวร์ปรับอากาศไว้รับส่งเครือข่ายพันธมิตรฯเข้า กทม.ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำกัดจำนวน เพราะการชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นการรบครั้งสุดท้าย อย่างแท้จริงและจะมีการระดมพลให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้พันธมิตรฯที่เดินทางไปร่วมชุมนุมตั้งใจแน่วแน่ว่าหากไม่ได้รับชัยชนะก็จะไม่กลับ
ด้านนายเขื่อนเพ็ชร โพนรัมย์ ประธานกลุ่มหนองน้ำใสรักษ์ประชาธิปไตย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางไปร่วมรายการความจริงวันนี้ ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรีนั้น ทางกลุ่มของตนและกลุ่มเครือข่ายปกป้องประชาธิปไตยในภาคอีสานได้รับการประสานงานให้ส่งเฉพาะแกนนำไปร่วมกลุ่มละ 10-20 คน เพราะสถานที่ ณ วัดสวนแก้ว สามารถรองรับได้เพียง 3 หมื่นคนเท่านั้น อีกทั้งวัตถุประสงค์ที่ไปร่วมเพราะพวกเราต้องการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยไม่ต้องการระบบเผด็จการและการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย
Tags: ลอยกระทง, แกนนำ พธม.